บริการของสำนักหักบัญชี
- รับ-จ่ายเงินหรือหลักทรัพย์
- ค้ำประกันการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
- บริหารความเสี่ยงในระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
วิธีการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
ในปัจจุบันการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และตลาดตราสารหนี้ มีรูปแบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์กระทำในเวลาเดียวกัน (Delivery versus Payment หรือ DvP)ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ตามคำแนะนำของ Group of 30 หรือ G 30 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มขององค์กรที่ให้บริการภายหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำนักหักบัญชีได้ใช้ระบบ Delivery versus Payment ( DvP ) ในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2543 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ของสำนักหักบัญชีในฐานะที่เป็นผู้ประกันการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ รวมทั้งเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ เพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุนไทย รองรับการซื้อขายข้ามตลาด และรองรับการลดระยะเวลาการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กล่าวคือ สมาชิกสามารถนำหลักทรัพย์หรือเงินที่ได้รับมอบไปทำธุรกรรมต่อได้ทันที
กำหนดวันชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ของตราสารแต่ละประเภทเป็นดังนี้
ประเภทตราสาร
|
วันชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ |
ตราสารทุน |
วันทำการที่ 3 ถัดจากวันซื้อขายหลักทรัพย์ (T+3) |
ตราสารหนี้ |
วันทำการที่ 2 ถัดจากวันซื้อขายหลักทรัพย์ (T+2) |
แผนภาพแสดงขั้นตอนและวิธีการชำระราคา

การชำระราคาหลักทรัพย์
สำนักหักบัญชีเป็นคนกลางดูแลจัดการกระบวนการส่งมอบ-รับมอบเงิน ค่าซื้อ ค่าขาย ให้กับสมาชิกในฐานะตัวแทนของนักลงทุนผู้ซื้อผู้ขาย โดยการส่งมอบ-รับมอบเงิน จะแบ่งเป็น 2 วิธี กล่าวคือ
1. โอนและรับเงินทางบัญชี ผ่านธนาคารพาณิชย์ (Settlement Bank) ที่เป็นตัวแทนของสมาชิกซึ่งปัจจุบัน ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2. โอนและรับเงินทางบัญชี ผ่านระบบของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เรียกว่า ระบบ BAHTNET
การส่งมอบหลักทรัพย์
กระบวนการส่งมอบ-รับมอบหลักทรัพย์ที่สำนักหักบัญชีทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูแลจัดการให้กับสมาชิก ดำเนินการโดยการโอน-รับโอนหลักทรัพย์ผ่านบัญชีด้วยวิธี Book Entry ผ่านระบบงานของสำนักหักบัญชี
สมาชิกสำนักหักบัญชีที่มีหน้าที่ส่งมอบหลักทรัพย์ ต้องดำรงยอดหลักทรัพย์ในบัญชี Clearing ของสมาชิกให้เพียงพอตามยอดขายสุทธิในเวลา 13.30 น. ของวันที่ครบกำหนด
สำหรับสมาชิกสำนักหักบัญชีที่มีสิทธิได้รับมอบหลักทรัพย์จะได้รับโอนหลักทรัพย์เมื่อกระบวนการชำระราคาเสร็จสิ้น
สมาชิกสำนักหักบัญชีจะต้องเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์ โดยแยกเป็นบัญชีของผู้ฝาก (Port Account) และบัญชีของลูกค้าผู้ฝากซึ่งเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ (Client Account) ตามที่ทางศูนย์รับฝากกำหนด โดยการทำธุรกรรมต่างๆ จะแยกบัญชีทั้งสองนี้ ตั้งแต่การซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องมีการระบุว่าบัญชีที่ซื้อขายหลักทรัพย์เป็นบัญชี Port หรือ Client และการประมวลผลหลังจากการซื้อขาย (Net/Gross Clearing) ก็จะประมวลผลโดยการแยกประเภทบัญชี และในกรณีที่สมาชิกสำนักหักบัญชีมีการผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์, การยืม/การคืนหลักทรัพย์ ที่บัญชีใด (Port หรือ Client)ก็จะไม่สามารถนำหลักทรัพย์อีกบัญชีหนึ่งมาส่งมอบแทนกันได้
ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ สำนักหักบัญชีได้จัดให้มีการโอนหลักทรัพย์อัตโนมัติเรียกว่า Auto Sweep จากบัญชีฝากหลักทรัพย์ Primary มายังบัญชี Clearing โดยยังคงยึดหลักการที่แยกกันระหว่างภาระของสมาชิกกับภาระของลูกค้าสมาชิก โดยมีหลักการดังนี้
- ระบบเปรียบเทียบยอด Outstanding Balance ในบัญชี Clearing กับภาระส่งมอบสุทธิ ณ เวลา Settlement
- หลักทรัพย์ในบัญชี Clearing มีไม่เพียงพอส่งมอบ ระบบจะโอนหลักทรัพย์ส่วนที่ขาดโดยอัตโนมัติ (Auto Sweep) จากบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่เป็นบัญชี Primary
- เมื่อการประมวลผล Settlement สิ้นสุด ถ้ามียอดหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี Clearing ระบบจะโอนหลักทรัพย์จากบัญชี Clearing ไปยังบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่เป็นบัญชี Primary เพื่อให้ภายหลัง Settlement จะไม่มียอดหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี Clearing เสมอ
- การส่งมอบหลักทรัพย์ : ณ เวลา 13.30 น. กรณีหลักทรัพย์ในบัญชี Clearing ไม่พอจะดึงหลักทรัพย์จากบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่เป็นบัญชี Primary มาที่บัญชี Clearing เท่ากับจำนวนหลักทรัพย์ที่ไม่พอ
- การรับมอบหลักทรัพย์ : หลังเวลา Settlement จะมีการโอนหลักทรัพย์จากบัญชี Clearing ไปยังบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่เป็นบัญชี Primary ดังนั้นบัญชี Clearing = 0
การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบทีละรายการ (Gross Settlement)
เป็นรายการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่สมาชิกสามารถเลือกวันชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ได้ตั้งแต่วันที่ซื้อขาย แต่ไม่เกินรอบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ปกติของตราสารแต่ละประเภท โดยรายการที่จะเลือกการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบ Gross Settlement ได้ต้องมีเงื่อนไขดังนี้
- ตราสารทุน : ต้องเป็นรายการซื้อขายแบบ Put-Through ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป และเป็นรายการซื้อขายในบัญชีลูกค้าเท่านั้น
- ตราสารหนี้ : ต้องเป็นรายการซื้อขายแบบ Put-Through
สมาชิกทั่วไปสามารถระบุรายการผ่านระบบ โดยสำนักหักบัญชีกำหนดเวลาในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบ Gross Settlement คือระหว่างเวลา 10.00 -11.00 น. ของวันที่สมาชิกเลือกให้มีผล
หลังจากที่ได้มีการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบ Gross Settlement แล้วสมาชิกต้องแจ้งการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ไปยัง ฝ่ายกำกับสมาชิก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใน 3 วันทำการ
สมาชิกสำนักหักบัญชี
สำนักหักบัญชี มีการกำหนดประเภทของสมาชิกสำนักหักบัญชีไว้ 2 ประเภท คือ
1. สมาชิกทั่วไป หรือ สมาชิกที่เป็นสมาชิกกองทุนทดแทนความเสียหายในระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ได้แก่ สมาชิกตลาดหลักทรัพย์ (Broker) และ บริษัทหลักทรัพย์ที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เช่นเดียวกับโบรกเกอร์แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ (Sub-Broker)
2. สมาชิกสมทบ หรือ สมาชิกที่มิได้เป็นสมาชิกกองทุนทดแทนความเสียหายในระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ได้แก่ ผู้ดูแลรักษาหลักทรัพย์ (Custodian)
ซึ่งบริษัทสมาชิกที่จะเข้ามาใช้ระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์จะต้องยื่นคำขอเป็นสมาชิกตามแบบที่บริษัทกำหนดไว้ในแต่ละตลาดที่สมาชิกซื้อขายอยู่ ได้แก่ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ และตลาดตราสารหนี้
คุณสมบัติของสมาชิกสำนักหักบัญชี
1. เป็นนิติบุคคลที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท
2. เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายในแต่ละตลาด หรือบุคคลที่ประกอบธุรกิจการเป็นผู้ดูแลและเก็บรักษาหลักทรัพย์
3. เป็นบุคคลที่มีเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เฉพาะบุคคลที่ กลต. กำหนดให้ต้องดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ
4. เป็นสมาชิกผู้ฝากหลักทรัพย์กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์
5. เป็นสมาชิกกองทุนทดแทนความเสียหายในระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (ยกเว้นสมาชิกสมทบ)
การบริหารความเสี่ยงของสำนักหักบัญชี
บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ได้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการผิดนัดชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ดังนี้
การดูแลสมาชิก
กำหนดคุณสมบัติสมาชิกเบื้องต้น โดยได้กำหนดเกณฑ์แรกเข้าและเกณฑ์การดำรงสถานะตลอดการเป็นสมาชิกดังนี้
1. เป็นนิติบุคคลที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท
2. เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายในแต่ละตลาด หรือบุคคลที่ประกอบธุรกิจการเป็นผู้ดูแลและเก็บรักษาหลักทรัพย์
3. เป็นบุคคลที่มีเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เฉพาะบุคคลที่ กลต. กำหนดให้ต้องดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ
4. เป็นสมาชิกผู้ฝากหลักทรัพย์กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์
5. เป็นสมาชิกกองทุนทดแทนความเสียหายในระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์(ยกเว้นสมาชิกสมทบ)
- ติดตามฐานะและสภาพคล่องทางการเงินของสมาชิก โดยกำหนดให้สมาชิกจัดส่งรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ รายงานฐานะทางการเงิน และรายงานรายได้/ค่าใช้จ่ายเป็นประจำทุกเดือน
- กำหนดเพดานการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (Settlement Cap) โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 8 เท่าของเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิของสมาชิกแต่ละราย
- ติดตามดูแลพฤติกรรมการซื้อขายของสมาชิก เป็นประจำทุกวันผ่านระบบ Early Warning โดยได้กำหนดความน่าจะเป็นที่จะเกิดความสูญเสียจากการทำธุรกรรมของสมาชิกมากกว่าความเสียหายสูงสุดที่จะยอมรับได้ ไว้ไม่เกินร้อยละ 5
มาตรการบริหารความเสี่ยง
- กำหนดคุณสมบัติสมาชิกเบื้องต้น
โดยได้กำหนดเกณฑ์แรกเข้าและเกณฑ์การดำรงสถานะตลอดการเป็นสมาชิกต้องดำรงส่วนผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ
150 ล้านบาท
- ติดตามฐานะและสภาพคล่องทางการเงินของสมาชิก
โดยกำหนดให้สมาชิกจัดส่งรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ
รายงานฐานะทางการเงิน และรายงานรายได้/ค่าใช้จ่ายเป็นประจำทุกเดือน
- กำหนดเพดานการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
(Settlement Cap) โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 8 เท่าของเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิของสมาชิกแต่ละราย
- ติดตามดูแลพฤติกรรมการซื้อขายของสมาชิก
เป็นประจำทุกวันผ่านระบบ Early Warning โดยได้กำหนดความน่าจะเป็นที่จะเกิดความสูญเสียจากการทำธุรกรรมของสมาชิกมากกว่าความเสียหายสูงสุดที่จะยอมรับได้
ไว้ไม่เกินร้อยละ 5
การให้บริการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์เพื่อการส่งมอบต่อสำนักหักบัญชี
(Securities Borrowing and Lending (SBL))
เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาการผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ในกรณีที่บริษัทสมาชิกไม่สามารถส่งมอบหลักทรัพย์ได้ตามกำหนด สำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ยืมและผู้ยืมแทนสมาชิกสำนักหักบัญชี
การบริการด้วยระบบ SBL จะเป็นการหาหลักทรัพย์จากสมาชิกผู้ฝากในระบบรับฝากหลักทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์เพียงพอแก่การให้ยืม โดยจะมีการวางหลักประกันเพื่อให้ผู้ให้ยืมเกิดความมั่นใจว่าจะได้รับคืนหลักทรัพย์ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 6 วันทำการ ทั้งนี้สำนักหักบัญชีจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ยืมและผู้ให้ยืมในอัตราร้อยละ 10 ของค่าธรรมเนียมการยืม แต่หากไม่สามารถยืมหลักทรัพย์ได้ สำนักหักบัญชีจะซื้อหลักทรัพย์จากตลาดซื้อขาย (Buy-In) โดยสมาชิกผู้ผิดนัดส่งมอบจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
คุณสมบัติสำหรับผู้ยืมและผู้ให้ยืม
- ผู้ยืมจะต้องเป็นสมาชิกสำนักหักบัญชีประเภทสมาชิกทั่วไป
ของ TSD
- ผู้ให้ยืมต้องเป็นนักลงทุนทั่วไปที่เป็นลูกค้าของสมาชิกในระบบรับฝากหลักทรัพย์
และต้องเป็นผู้ฝากตามระเบียบวิธีปฏิบัติของ TSD ว่าด้วยการบริการเกี่ยวกับงานศูนย์รับฝาก
และมีเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเชื่อมกับระบบงานรับฝากหลักทรัพย์ของ
TSD
การวางหลักประกัน
เพื่อให้ผู้ให้ยืมเกิดความมั่นใจว่าจะได้รับหลักทรัพย์คืน
จึงมีการวางหลักประกันตามเงื่อนไข ดังนี้
- หลักประกันต้องเป็นเงินสดเท่านั้น
ในอัตราร้อยละของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ยืม ดังนี้
- ร้อยละ 130 หากเป็นหลักทรัพย์ใน
SET 50 ที่ซื้อขายในกระดานหลัก
- ร้อยละ 145 หากเป็นหลักทรัพย์ที่มิได้อยู่ใน
SET 50 ที่ซื้อขายในกระดานหลัก
- ร้อยละ 160 หากเป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในกระดานต่างประเทศ
- กรณีสมาชิกได้รับเงินค่าหลักทรัพย์
TSD จะหักเงินค่าหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน
TSD จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ยืม เมื่อผู้ให้ยืมได้รับหลักทรัพย์ทั้งหมดคืนแล้ว
การคืนหลักทรัพย์
- การคืนหลักทรัพย์เมื่อครบกำหนด
- TSD จะหักหลักทรัพย์ในบัญชี
Clearing ของผู้ยืม และทำการคืนหลักทรัพย์เข้าบัญชีเพื่อการให้ยืมของผู้ให้ยืม
- หากหลักทรัพย์ในบัญชี Clearing
ของผู้ยืมมีไม่พอ จะถือว่าผิดนัดตามจำนวนที่ขาดและต้องยืมหลักทรัพย์ต่อ
TSD จะคืนเงินให้ผู้ให้ยืมแทนหลักทรัพย์ตามจำนวนที่ขาดในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ
130 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ให้ยืม
การซื้อหลักทรัพย์เพื่อการส่งมอบกรณีผิดนัด (Buy-in)
สำนักหักบัญชีจะดำเนินการตามระเบียบวิธีปฏิบัติ เรื่องการบริหารเกี่ยวกับงานสำนักหักบัญชี คือ จะทำการบังคับซื้อหลักทรัพย์เพื่อส่งมอบกรณีผิดนัด (Buy-in) ในวันทำการถัดจากวันที่ครบกำหนดส่งมอบ และเรียกเก็บค่าปรับผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ผิดนัด จนกว่าจะได้รับหลักทรัพย์เพื่อการส่งมอบครบถ้วน
กองทุนทดแทนความเสียหายในระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
(Clearing Fund)
สำนักหักบัญชีได้จัดตั้งกองทุนทดแทนความเสียหายในระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2538 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการผิดนัดชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ซึ่งเงินกองทุนประกอบด้วยเงินสมทบจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเงินสมทบจากสมาชิกกองทุน อันได้แก่ สมาชิกสำนักหักบัญชีประเภทสมาชิกทั่วไป
ในกรณีที่สมาชิกกองทุนผิดนัดชำระราคาหรือผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ ผู้จัดการกองทุนอาจใช้เงินกองทุนเพื่อให้สำนักหักบัญชีทำการชำระราคาหรือส่งมอบหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน
สมาชิกกองทุนจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนดังนี้
- เงินสมทบแรกเข้าจำนวน 900,000 บาท
- เงินสมทบรายเดือน จำนวนร้อยละ 0.008, 0.012 หรือ 0.016 ของมูลค่าการชำระราคาและรับชำระราคาหลักทรัพย์สุทธิของสมาชิกกองทุน ทั้งนี้อัตราดังกล่าวจะเรียกเก็บโดยพิจารณาระดับความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายจากการกระทำของสมาชิกกองทุนแต่ละราย ซึ่งเงินสมทบรายเดือนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 บาทต่อเดือน
การใช้เงินกองทุน
ในกรณีที่สมาชิกกองทุนผิดนัดชำระราคาหรือผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ ผู้จัดการกองทุนอาจใช้เงินกองทุนเพื่อให้สำนักหักบัญชีทำการชำระราคาหรือส่งมอบหลักทรัพย์ที่ผิดนัดพร้อมค่าเสียหายตามลำดับดังนี้
1. เงินกองทุนในส่วนเงินสมทบของสมาชิกกองทุนผู้ผิดนัด
2. เงินกองทุนในส่วนเงินสมทบของสมาชิกกองทุนอื่น
3. เงินกองทุนในส่วนเงินสมทบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เมื่อมีการใช้เงินกองทุนแล้ว สมาชิกกองทุนผู้ผิดนัดมีหน้าที่ชำระเงินคืนกองทุนตามจำนวนที่ใช้ไปพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่มีการใช้เงินกองทุน
ค่าปรับผิดนัดชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
การผิดนัดชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
จะแบ่งเป็น 2 กรณี ใหญ่ ๆ คือ
- ค่าปรับผิดนัดชำระราคาหลักทรัพย์
1. กรณีที่บริษัทสมาชิกชำระราคาล่าช้ากว่าที่กำหนด
2. กรณีที่บริษัทสมาชิกไม่มีเงินที่จะชำระราคาหลักทรัพย์ในเวลาที่กำหนด
- ค่าปรับผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์
1. กรณีที่เป็นความผิดที่เกิดจากบริษัทสมาชิกไม่มีหลักทรัพย์ที่จะส่งมอบ
2. กรณีที่เป็นความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของสมาชิก
ค่าปรับผิดนัดชำระราคาหลักทรัพย์
1. กรณีที่บริษัทสมาชิกชำระราคาล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดโดยสาเหตุเกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของสมาชิก (Human Error) และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ สำนักหักบัญชีจะพิจารณาปรับสมาชิกดังนี้
- ความผิดพลาดครั้งแรกในรอบปีปฏิทิน ปรับครั้งละ 5,000 บาท
- ความผิดพลาดครั้งที่ 2 ในรอบปีปฏิทิน ปรับครั้งละ 10,000 บาท
- ความผิดพลาดครั้งที่ 3 ขึ้นไปในรอบปีปฏิทิน ปรับครั้งละ 50,000 บาท
2. กรณีที่บริษัทสมาชิกไม่มีเงินที่จะชำระราคาหลักทรัพย์ในเวลาที่กำหนด สำนักหักบัญชีจะพิจารณาปรับสมาชิกอย่างสูงครั้งละไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนเงินที่ผิดนัด สำหรับสมาชิกทั่วไป และไม่เกิน 4 เท่าของจำนวนเงินที่ผิดนัด สำหรับสมาชิกสมทบ
ค่าปรับผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์
ค่าปรับผิดนัดกรณีบริษัทสมาชิกไม่มีหลักทรัพย์ที่จะส่งมอบ
1. กรณีสมาชิกทั่วไป
- ผิดนัดไม่เกิน 1 วันทำการ ปรับร้อยละ 0.50 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
- ผิดนัดเกิน 1 วันทำการแต่ไม่เกิน 2 วันทำการ ปรับร้อยละ 0.75 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
- ผิดนัดเกิน 2 วันทำการแต่ไม่เกิน 3 วันทำการ ปรับร้อยละ 1.00 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
- ผิดนัดเกิน 3 วันทำการแต่ไม่เกิน 5 วันทำการ ปรับร้อยละ 1.75 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
- ผิดนัดเกิน 5 วันทำการแต่ไม่เกิน 7 วันทำการ ปรับร้อยละ 2.50 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
- ผิดนัดเกิน 7 วันทำการแต่ไม่เกิน 14 วันทำการ ปรับร้อยละ 3.75 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด
- ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 300 บาทต่อรายการหลักทรัพย์
2. กรณีสมาชิกสมทบ
สำนักหักบัญชีจะพิจารณาปรับบริษัทสมาชิกที่ผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ผิดนัด ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 300 บาทต่อรายการหลักทรัพย์
ค่าปรับผิดนัดกรณีที่เกิดจากความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของสมาชิก
กรณีที่บริษัทสมาชิกผิดนัดส่งมอบหลักทรัพย์ โดยเกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของสมาชิก (Human Error) สำนักหักบัญชีจะพิจารณาปรับสมาชิก ดังนี้
- ความผิดพลาดครั้งแรกในรอบปีปฏิทิน จะผ่อนผันค่าปรับ
- ความผิดพลาดครั้งที่ 2 ในรอบปีปฏิทิน ปรับครั้งละ 2,000 บาท
- ความผิดพลาดครั้งที่ 3 ขึ้นไปในรอบปีปฏิทิน ปรับครั้งละ 5,000 บาท
ตารางเวลาระบบงานชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
| Function |
เวลาเริ่มทำรายการ (Start Date) |
เวลาสิ้นสุดทำรายการ (Cut-Off Time) |
| NVDR Adjustment |
T @ 18.30 น. |
T+3 @ 10.30 น. |
| Gross Settlement |
T @ 18.30 น. |
Settlement date (T+1 ถึง T+3) ก่อน 10.00 น. |
| Net Trading Inquiry |
T+1 @ BOD |
- |
| Allocation |
T @ BOD |
Settlement date : 10.30 น. |
| |
ยกเว้น Allocation type Late Settlement : T+3 @ 14.15 น. |
ยกเว้น
- Allocation type Late Settlement : T+8
- กรณีมี Conversion จาก L,R -> F : T+2 @ 15.30 น. |
| Netting II Simulation |
T+1 @ 10.30 น. |
T+3 @ ก่อน 13.30 น. |
| SBL (Early Return) |
T+3 @ 14.15 น. |
T+8 @ ก่อน EOD |
| Buy-in |
Offer : T+4 ถึง T+7 @ 8.30 น.
Return : T+4 ถึง T+7 @ 7.00 น. |
T+4 ถึง T+7 @ 10.30 น. |
|